"นวัตกรรมนำสันติสุข" ทัพภาค 4 ผนึกกำลังนักวิจัย ลุย สงขลา-ยะลา ติดปีกวิสาหกิจชุมชน ยกระดับรายได้ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน

 

       สงขลา / ยะลา – เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กองทัพภาคที่ 4 เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย "นวัตกรรมสร้างอาชีพ" อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งหวังใช้เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการไขประตูสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและเติมเต็มรอยยิ้มให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การอำนวยการของ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ได้มอบหมายให้ พันเอก เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี(ผอ.รร.การเมือง ศสว.) นำทีมบูรณาการความร่วมมือกับ กอ.รมน., สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมและเตรียมติดตั้งนวัตกรรมประยุกต์ใน 2 พื้นที่เป้าหมายสำคัญ

 

       จุดแรก คณะได้ลงพื้นที่ ตำบลบาโหย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา พบปะกับกลุ่ม "ชุมชนต้นวารีบาโหย" และเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์นวัตกรรมที่จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ต่อยอดสู่เรื่องคาร์บอนเครดิตและการลดภาวะโลกร้อน จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เพื่อยกระดับ "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มชันโรงจะกว๊ะ" โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการสกัดน้ำหวานจากชันโรงให้มีความสะอาด ได้มาตรฐานสากล และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด

       พันเอก เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผอ.รร.การเมือง ศสว. ตัวแทนจากศูนย์สันติวิธี ได้กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า

 

       "การลงพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า กองทัพและหน่วยงานภาครัฐไม่ได้มองแค่เพียงมิติของความมั่นคง แต่เราต้องการสร้าง 'ความมั่งคั่งและยั่งยืน' ให้กับทุกครัวเรือน นวัตกรรมและงานวิจัยที่ วช. และสถาบันการศึกษานำมามอบให้ในวันนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยีที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็น 'นวัตกรรมประยุกต์' ที่ออกแบบมาให้ชาวบ้านใช้งานได้จริง เราต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้หรือน้ำผึ้งชันโรง ให้เป็นสินค้าพรีเมียมที่มีคุณภาพ ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะเมื่อท้องโต๊ะมีอาหารกระเป๋ามีเงิน ความสุขและสันติสุขที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างยั่งยืน"

       ด้านตัวแทนชาวบ้าน ทั้งจากกลุ่มชุมชนต้นวารีบาโหย และกลุ่มวิสาหกิจชันโรงจะกว๊ะ ต่างแสดงความตื่นเต้นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดย นายมาหามัดบารี อูเซ็ง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชันโรงจะกว๊ะ เป็นตัวแทนกล่าวถึงความรู้สึกว่า

 

        "พวกเราชาวบ้านมีความพร้อมและยินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพของเราครับที่ผ่านมาเราทำกันด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งบางครั้งอาจยังไม่ได้มาตรฐานหรือได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่วันนี้เมื่อทหาร นักวิจัย และภาครัฐลงมาจับมือพาเราทำ นำเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาติดตั้งให้ มันเหมือนเป็นการเปิดโลกทศน์และติดปีกให้สินค้าของเรา ชาวบ้านมีกำลังใจและเห็นความหวังที่จะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นเพื่อไปจุนเจือครอบครัว ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ไม่ทิ้งพวกเราครับ"

        การลงพื้นที่ของคณะทำงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำมอบเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร แต่ยังเป็นการมอบ "โอกาส" และ "ความหวัง" ภาพความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และประชาชน ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการทลายกำแพงความหวาดระแวง และสร้างสะพานเชื่อมความเข้าใจสะท้อนให้เห็นว่า "ความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุด คือความมั่นคงทางปากท้องของประชาชน" ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการรังสรรค์สันติสุขให้เบ่งบานในดินแดนปลายด้ามขวานอย่างแท้จริง.


image รูปภาพ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar