
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นวาระแห่งชาติของแดนใต้เมื่อ นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นั่งแท่นประธานเปิดงานใหญ่ “วันรณรงค์ป้องกันกำจัดทุเรียนอ่อน” ประจำปี 2569 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ยะลาเมืองทุเรียน” ด้วย BCG Model มุ่งควบคุมคุณภาพ “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ให้ได้มาตรฐานสูงสุด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและเกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 100 คน

“ตัดแก่ ไม่ตัดอ่อน” คือคำมั่นสัญญาที่ผู้ว่าฯ ยะลา เน้นย้ำ พร้อมประกาศกร้าว หากพบผู้กระทำผิดหรือฉวยโอกาสขายทุเรียนด้อยคุณภาพ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น
ส่องตัวเลขหมอนทอง ยะลาคาดผลผลิตพุ่งทะลุ 93,000 ตัน

นางวีระ สมศิริ เกษตรจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ปี 2569 นี้ ทุเรียนยะลาเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยมีข้อมูลสถานการณ์การผลิตที่น่าจับตามอง ดังนี้ เนื้อที่ยืนต้นรวม 119,451 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตแล้วจำนวน 90,219 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตรวมทั้งปี จำนวน 93,930 ตัน มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จำนวน 1,035 กิโลกรัม ช่วง Peak Season (ผลผลิตชุกที่สุด) ในเดือนกรกฎาคม และ สิงหาคม นี้
ดีเดย์ 21 ก.ค. 69 วันเริ่มเก็บเกี่ยว "หมอนทอง"

เพื่อไม่ให้เกิดการตัดก่อนแก่ ทางจังหวัดได้ประกาศวันดีเดย์เก็บเกี่ยวทุเรียน พันธุ์หมอนทอง ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ. 3 – 2567) เกณฑ์ตัดสิน: ทุเรียนหมอนทองต้องมี น้ำหนักเนื้อแห้งไม่น้อยกว่า 32% โดยมวลหากตรวจพบว่าเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งต่ำกว่านี้ จะถูกตีตราเป็น"ทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน)" ทันที
นอกจากนี้ จังหวัดยะลายังได้คลอด 5 มาตรการเหล็ก เพื่อควบคุมและป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่: 1 ประกาศวันเริ่มเก็บเกี่ยวพันธุ์หมอนทอง (21 ก.ค. 69) 2 ประกาศเกณฑ์กำหนดน้ำหนักเนื้อแห้งที่ชัดเจน 3 มาตรการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนอ่อน 4 มาตรการ "ตรวจก่อนตัด" เพื่อขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 5 การทำเครื่องหมายเชิงสัญลักษณ์บนผลทุเรียนที่ด้อยคุณภาพ
เจาะลึกข้อมูลเสริม มาตรการจัดการทุเรียนอ่อนในระดับสากลและเทคโนโลยีการตรวจสอบ

เพื่อให้เข้าใจถึงความร้ายแรงและแนวทางการป้องกันในภาพรวม นี่คือข้อมูลการจัดการทุเรียนอ่อนที่ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก 1. โทษทัณฑ์ทางกฎหมาย (ไม่ได้ขู่แต่จับจริง) การขายทุเรียนอ่อนในประเทศไทยเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค : ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271: ผู้ใดหลอกลวงซื้อขายหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ หรือคุณภาพสินค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47: เจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. เทคโนโลยีและนวัตกรรมการตรวจวัดความแก่อ่อน

นอกเหนือจากการ "เคาะฟังเสียง" แบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ผู้ว่าฯ ยะลาได้สาธิตแล้ว ในปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมมาช่วยลดความผิดพลาด (Human Error) ดังนี้ : เครื่อง NIR (Near-Infrared Spectroscopy): เทคโนโลยีสแกนคลื่นแสงแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สั้น ยิงผ่านเปลือกทุเรียนเพื่อวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้ง (Dry Matter) และค่าความหวานได้แม่นยำโดยไม่ต้องผ่าผลชุดตรวจสารเคมีจำเพาะ: การตรวจวัดปริมาณแป้งที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเนื้อทุเรียนแอปพลิเคชันและ AI: การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ผ่าน QR Code บนขั้วผล เพื่อระบุตัวตนเกษตรกรและวันเก็บเกี่ยว ป้องกันการสวมสิทธิ์ทุเรียน

ทั้งนี้มีรายงานผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (ทำไมต้องแบนทุเรียนอ่อน?) เป็นการทำลายกลไกราคา เมื่อทุเรียนอ่อนที่หลุดไปถึงตลาดต่างประเทศ (เช่น จีน) จะถูกตีกลับ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลง และทำให้ราคาทุเรียนทั้งระบบดิ่งลงทันทีสูญเสียศักยภาพการแข่งขันของประเทศคู่แข่งในอาเซียนกำลังพัฒนาคุณภาพทุเรียนเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด หากไทยไม่รักษามาตรฐาน "ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา" ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็อาจสูญเสียความเป็นผู้นำได้

มาตรการเชิงรุกของจังหวัดยะลาในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความพรีเมียมของ “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก สมกับสโลแกน “ตัดแก่ ไม่ตัดอ่อน” อย่างแท้จริง