
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ณ ห้องประชุมรายา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 (สพป.ยะลา เขต 1) นายก้องสกุล จันทรราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Tea Talk จิบน้ำชา บูรณาการภาคีเครือข่าย สู่การขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา” ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและเรียบง่าย
◇ “ประหยัด-เรียบง่าย-ได้งาน” โมเดลประชุมยุคใหม่ ◇

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการเปลี่ยนรูปแบบการพบปะจากเดิมที่ต้องเดินทางไปร้านกาแฟหรือโรงแรม ให้เป็นการนัดคุยกันในพื้นที่สำนักงานในช่วงเช้าก่อนเริ่มเวลางาน ซึ่งนายก้องสกุล จันทรราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้กล่าวชื่นชมแนวคิดนี้ว่า
“การจัดกิจกรรมในพื้นที่สำนักงานแบบนี้ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านกาแฟข้างนอก และช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้เป็นอย่างดี เพียงแค่เรามานั่งล้อมวงพูดคุยกันก่อนเริ่มงาน มีน้ำชาและขนมพื้นบ้านที่หาได้ในพื้นที่ ก็ทำให้อิ่มท้องและพร้อมทำงานทันที เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนความเห็นที่ได้เนื้อหาสาระครบถ้วนในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย”
◇ ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย สู่การศึกษาที่จับต้องได้ ◇

กิจกรรมนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้นำระดับสูงในจังหวัด อาทิ นายอำเภอเมืองยะลา, ศึกษาธิการจังหวัด, ผอ.สพม.ยะลา, ผอ.สกร.จังหวัด, ผอ.อาชีวศึกษาจังหวัด รวมถึงอธิการบดีคณะครุศาสตร์ มรย. และคณะกรรมการภาคส่วนต่างๆ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันแบบ "ไร้รอยต่อ"
ด้าน ดร.ภิรมย์ จีนธาดา ผู้อำนวยการ สพป.ยะลา เขต 1 ย้ำว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องใช้หัวใจและความร่วมมือจากทุกภาคี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อตัวผู้เรียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
◇ การปรับตัวของการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ◇

การจัดกิจกรรม Tea Talk ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เปลี่ยนไปตามนโยบายใหม่ที่เน้น “ความคล่องตัว (Agility) และความเรียบง่าย” ดังนี้ ▪︎ ปรับตามสภาวะปัจจุบัน : เน้นการทำงานเชิงรุกที่ลดขั้นตอนทางการและเพิ่มการเจรจาที่เป็นกันเอง ทำให้แก้ปัญหาในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น. ▪︎ ความยั่งยืนบนความประหยัด : การใช้ขนมพื้นบ้านและสถานที่ของรัฐ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและลดภาระงบประมาณ. ▪︎ เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย : การดึงหน่วยงานตั้งแต่ระดับอาชีวะ มหาวิทยาลัย จนถึงการศึกษานอกระบบมารวมกัน เป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและความต้องการของเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล