<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารแนะนำ จังหวัด]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/index/id/60</link>
<atom:link href="https://yala.prd.go.th/th/content/category/index/id/60" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ประวัติจังหวัดยะลา]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/235</link>
<guid isPermaLink="false">dbbe85f14395c9b54e1890da8360af96</guid>
<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:36px;">ประวัติจังหวัดยะลา</span></strong></p>

<p><span style="font-size:36px;">ประวัติความเป็นมาของจังหวัดยะลา คำว่า &quot;ยะลา&rdquo; มาจากภาษาพื้นเมืองเดิมว่า &quot;ยะลอ&rdquo; ซึ่งแปลว่า &quot;แห&rdquo; ตามประวัติตั้งแต่สมัย สุโขทัยถึงตอนต้นกรุงรัตนโกสิทร์นั้น &quot;เมืองยะลา&rdquo; เป็นส่วนหนึ่งของเมืองมณฑลปัตตานี ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าให้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่ เป็นการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยออกประกาศข้อบังคับสำหรับการปกครอง ๗ หัวเมือง ร.ศ.๑๒๐ ซึ่งประกอบด้วย เมืองปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง สายบุรี ยะลา ระแงะ และเมืองรามัน ในแต่ละเมืองมีพระยาเมืองเป็นผู้รักษาราชการ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของข้าหลวงเทศภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ ได้มีการยุบเลิกมณฑลปัตตานี และได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน &quot;เมืองยะลา จึงเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน&rdquo; สำหรับเมืองยะลา ได้มีการโยกย้ายที่ตั้งมาแล้ว ๔ ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลบ้านยะลา ครั้งที่ ๒ ได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ตำบลท่าสาป (ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปัตตานี) ครั้งที่ ๓ ได้ย้ายไปตั้งที่เมืองสะเตง (ทางฝั่งขวาของแม่น้ำปัตตานี) ครั้งที่ ๔ ได้ย้ายไปตั้งที่ตำบลบ้านนิบง ในสมัยอำมาตย์โทพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา คนที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๖ &ndash; ๒๔๕๘) ได้วางผังเมืองด้วยการหาจุดศูนย์กลางใจเมือง โดยการปักหลักไว้และเอาก้อนหินวางไว้เป็นเครื่องหมาย เรียกว่า &quot;กิโลศูนย์&rdquo; และลากเส้นวงกลมเป็นชั้น ๆ มีถนนรองรับเป็นตาข่ายลักษณะใยแมงมุมที่สวยงามที่สุดของประเทศไทยและได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดความสะอาด ๓ ปีซ้อน (พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๓๐) และในปี ๒๕๔๐ ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกยกให้เป็น ๑ ใน ๕ เมืองของประเทศไทยในโครงการเมืองน่าอยู่ทั่วโลก คำขวัญประจำจังหวัดยะลา &quot;ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน&rdquo; ตราประจำจังหวัดยะลา รูปเหมืองแร่ดีบุก หมายถึง พื้นที่ของจังหวัดยะลาอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก และอาชีพหลักของ ประชาชนในอดีต คือ การทำเหมืองแร่ดีบุก ธงประจำจังหวัดยะลา แถบบนสีเขียว แถบล่างสีขาว สัตว์ประจำจังหวัดยะลา ช้างเผือก ต้นไม้ประจำจังหวัดยะลา ต้นศรียะลา ดอกไม้ประจำจังหวัดยะลา ดอกพิกุล วิสัยทัศน์จังหวัดยะลา ยะลาเมืองน่าอยู่ คู่สันติสุข ขนาด ที่ตั้ง อาณาเขตติดต่อ จังหวัดยะลา เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๕ &ndash; ๗ องศาเหนือและ เส้นแวงที่ ๑๐๐ &ndash; ๑๐๒ องศาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามทางรถไฟสายใต้ ๑,๐๓๙ กิโลเมตร และตามถนนเพชรเกษมสายเก่า ๑,๓๙๕ กิโลเมตร หรือสายใหม่ ๑,๐๘๔ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๔,๕๒๑ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒.๘ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๖.๔ ของพื้นที่ภาคใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง คือ ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดสงขลา และปัตตานี ทิศใต้ ติดต่อกับ รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดนราธิวาส และรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดสงขลา และรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ที่ตั้งและอาณาเขต</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ก่อนกรุงศรีอยุธยา-สมัยธนบุรี</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๓๑) พระองค์ทรงได้ธิดาของมุขมนตรีแห่งปัตตานีคนหนึ่งเป็นพระสนม ในฐานเมืองประเทศราช ปัตตานีมีหน้าที่ส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายทุก ๑ ปี อ้างอิงจากบันทึก ลา ลูแบร์(La LOUBERE) อัครราชทูตฝรั่งเศส (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ.๒๓๑๐ ปัตตานีจึงตั้งตนเป็นอิสระ มาสมัยธนบุรี (พ.ศ.๒๓๑๐-๒๓๒๕) ปัตตานีได้ส่งเครื่องราชบรรณาการต่อไประยะหนึ่ง จนถึงปลายสมัยธนบุรีซึ่งเกิดความวุ่นวายภายในจึงเป็นอิสระ</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">กรุงรัตนโกสินทร์</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">สมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการปรับปรุงการปกครองหัวเมืองปัตตานีโดยให้เมืองสงขลาเป็นผู้ควบคุมดูแลเมืองปัตตานี (จากเดิมที่อยู่ในความดูแลของนครศรีธรรมราช) แบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ เมือง คือ ปัตตานี ยะหริ่ง สายบุรี ยะลา รามัน ระแงะ และหนองจิก จึงนับว่าเมืองยะลาได้แยกมาตั้งเป็นเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ใน พ.ศ.๒๓๓๔ เมืองยะลาเมื่อแยกออกจากเมืองปัตตานีแล้วมีอาณาเขตดังนี้<br />
&bull; ทิศเหนือ ติดต่อกับเมืองหนองจิก<br />
&bull; ทิศใต้ ตั้งแต่เขาปะวาหะมะ ไปทางทิศตะวันออกถึงเขาปะฆะหลอ สะเตาะเหนือ บ้านจินแหร จนถึงคลองท่าสาปจรดบ้านบันนังสตา<br />
&bull; ทิศตะวันออก ติดต่อกับเมืองยะหริ่งตั้งแต่หมู่บ้านโหละเปาะยาหมิง มีสายน้ำยาวไปจรดคลองท่าสาป<br />
&bull; ทิศตะวันตก ติดต่อเมืองไทรบุรีมีคลองบ้านบาโงย แขวงเมืองเทพา เป็นเขตขึ้นไปจนถึงบ้านยินงต่อไปจนถึงบ้านเหมาะเหลาะ</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ก่อน พ.ศ. ๒๓๖๐ มีต่วนยะลา เป็นพระยายะลา ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ตั้งตัวเมืองยะลาครั้งแรก ต่วนบางกอกเป็นเจ้าเมือง และนายเมืองเป็นพระยายะลาคนต่อมา โดยได้รับพระราชทานนามบรรดาศักดิ์ว่า พระยาณรงค์ฤทธีศรีประเทศวิเศษวังษา(เมือง) ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๖๐ โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าสาปในรัชกาลที่ ๔ (พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๑๑) ต่วนบาตูปุเต้ เป็นพระยายะลา มาสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้งต่วนกะจิ บุตรพระยายะลา (ต่วนบาตูปุเต้) เป็นเจ้าเมือง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล</strong></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค โดยดำเนินการปกครองแบบเทศาภิบาล สำหรับบริเวณ ๗ หัวเมือง ได้ประกาศข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณ ๗ หัวเมือง ร.ศ. ๑๒๐ กำหนดให้บริษัท ๗ หัวเมืองมีข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานทั่วไป โดยอยู่ภายใต้การดูแลของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">แต่ละเมืองจะมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ดังนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๔๔ พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณได้แบ่งแต่ละเมืองเป็นอำเภอต่างๆ โดยเมืองรามัน แบ่งเป็น ๒ อำเภอ คือ อ.กลางเมือง กับ อำเภอเบตง ส่วน เมืองยะลา แบ่งเป็น ๓ อำเภอ คือ อำเภอกลางเมือง อำเภอยะหา และอำเภอกะลาพอ ต่อมาปี ๒๔๕๐ ได้แบ่งเมืองยะลาออกเป็น ๒ อำเภอ คือ อำเภอเมือง และ อำเภอยะหา ปลายปี ๒๔๗๕ ได้ประกาศยุบเลิกมณฑลปัตตานี ได้มีการปรับปรุงการปกครองหัวเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖ จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ มีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร ยะลาจึงเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยสืบต่อมาจนทุกวันนี้</span></p>

<section><span style="font-size:36px;">แหล่งที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค , สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา</span></section>
]]></description>
<enclosure url='https://yala.prd.go.th/th/file/get/file/202104294250dd12c02bac6ae75112a568d8504a161043.jpg' type='image/jpg' length='149996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทำไมเมืองยะลาถึงมีผังเมืองที่ดีติดอันดับโลก]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/234</link>
<guid isPermaLink="false">e5c3ccbb8493b9702c247bf79ada0616</guid>
<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="https://www.southdeepoutlook.com/editorial_thumbnail/5c128f0a26cbf52474a7c3a24383c093_image_650x415.jpg" /></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp;&ldquo;ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน&rdquo; บ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลาได้เป็นอย่างดี ความงามประการแรกที่ใครหลาย ๆ คนคำนึงถึง คงไม่พ้นเมืองที่มีผังสวยที่สุดของประเทศไทย จากการที่เทศบาลนครยะลาได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการพิจารณาในส่วนของโซนเอเชียและแปซิฟิค เมื่อปี พ.ศ.2546 จนผ่านการตัดสินชนะเลิศจากกรรมการตัดสินชุดใหญ่ของ UNESCO ได้รับรางวัล UNESCO Cities และมีเว็บไซต์ชื่อดัง จัดอันดับ&nbsp;<strong>&quot;</strong><strong>ยะลา</strong><strong>&quot;</strong>&nbsp;ให้เป็นผังเมืองที่ดีที่สุด อันดับที่ 23 ของโลกในปี 2560</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวางแผนผังเมืองมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในฐานะกฎหมายที่มีบทบาทในการกำหนดประเภทการที่ดินและกิจกรรมต่าง ๆของมนุษย์ และเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคตอีกด้วย หากไม่มีการวางผังเมืองก็จะทาให้เกิดปัญหาต่างๆ กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเจริญเติบโตอย่างไร้ทิศทางของเมือง ปัญหาชุมชมแออัด ปัญหาทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการป้องกันภัยธรรมชาติ และยังยากต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาต่อยอด เมืองในอนาคตอีกด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>วางผังเมืองก่อนจะเป็นเมือง</strong></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองยะลา เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองใหญ่ในประเทศไทยที่มีการวางผังเมืองตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อร่างสร้างเมือง สมัยที่ชุมชนเมืองยะลายังเป็นชุมชนขนาดเล็กเกาะตัวอยู่ใกล้สถานีรถไฟ รายล้อมด้วยสวนยางและป่าไม้ การตัดถนนจึงดำเนินการไปในพื้นที่สวนและป่าเป็นส่วนใหญ่ จุดเริ่มต้นของการวางผังเมืองยะลา การวางผังเมืองยะลานั้นริเริ่มโดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) อดีตข้าหลวงคนที่ 10 ของจังหวัดยะลา (พ.ศ.2456-2458) ซึ่งเมื่อลาออกจากราชการแล้วได้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองยะลาถึงสองสมัย (พ.ศ.2480-2488)</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; พระรัฐกิจวิจารณ์ได้ร่วมกับสหาย ข้าราชการ วางผังเมืองยะลาโดยได้รับการเสนอแนะจากแผนกผังเมือง กรมโยธาเทศบาล วางผังเมือง ยะลา โดยเรียกว่า ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 2485 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) มีการวางแผนการกำหนดพื้นที่การใช้ที่ดินในเขตเมือง และการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ภายในเมือง ในการริเริ่มดำเนินงาน พระรัฐกิจวิจารณ์และสหายข้าราชการ ได้ร่วมกันหาศูนย์กลางของเมืองแล้วจึงปักหลักก้อนใหญ่และมีก้อนหินไว้เป็นเครื่องหมาย ซึ่งภายหลังได้เป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง และได้วางแผนผังเมืองเป็น วงเวียนรอบศูนย์กลางเมือง ทั้งสิ้น 3 วง โดยเตรียมที่ดินในบริเวณนี้ไว้เป็นสถานที่ราชการ คือ&nbsp;<strong>บริเวณวงในสุด</strong>&nbsp;เป็นสถานที่ราชการต่าง ๆ เช่น ศาลากลาง จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานที่ดิน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย&nbsp;<strong>วงเวียนที่สอง</strong>&nbsp;คือ บ้านพักข้าราชการ และ<strong>วงเวียนที่สาม</strong>&nbsp;ซึ่งเป็นวงเวียนสุดท้ายเป็นที่ตั้งของ โรงเรียน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัยของประชาชน</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="547" src="https://www.southdeepoutlook.com/ckfinder/userfiles/files/Rattahkit-tile.jpg" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; มีการสร้างถนนเข้ามายังศูนย์กลางเมืองที่เรียกว่า กิโลศูนย์ และตัดถนนสายต่าง ๆ กว่าทั่วทั้งเมืองยะลา ถนนพิพิธภักดี เริ่มจากสถานีรถไฟยะลาไปยังกิโลศูนย์ ถนนสุขยางค์ จากหอนาฬิกาไปถึงกิโลศูนย์ ถนนสิโรรสจากสถานีรถไฟยะลาถึงหน้าโรงพยาบาล ปัจจุบันถนนพิพิธภักดีและถนนสิโรรสเป็นถนนสายเอกของเทศบาลเมือง มีความสวยงาม ถนนพิพิธภักดี ซึ่งเป็นถนนคู่ มีทางเดินเท้าและช่องทางจักยาน และปลูกต้นประดู่เรียงรายไว้ตามเกาะกลาง และมีการตัดถนนสายย่อย ๆเป็นรูปสี่เหลี่ยมหมากรุก ได้แก่ ถนนยะลา ถนนไชยจรัส ถนนรัฐกิจ ถนนประจิน ถนนพังงา และถนนรวมมิตร เป็นต้น การตัดถนนเหล่านี้ได้ยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าในการวางผังเมืองและตัดถนนได้แบ่งตัดซอยให้หลังบ้านชนกันแต่ห่าง 4 เมตร สำหรับเป็นที่วางขยะ ถังขยะและสะดวกต่อการดับเพลิง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>กำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม</strong></span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="416" src="https://www.southdeepoutlook.com/ckfinder/userfiles/files/GoogleYala.jpg" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 85 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนผังเมืองยุคแรกๆ ของประเทศไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พระรัฐกิจวิจารณ์ ไม่ได้เน้นเพียงแค่รูปแบบที่มีความสวยงามของ ผังเมืองเท่านั้น แต่ยังได้จัดสรร จัดประเภทการใช้ที่ดินเข้าเป็นหมวดหมู่เดียวกัน โยการกำหนดรูปแบบและการใช้ที่ดินในเมืองยะลา แบ่งไว้อย่างชัดเจน เป็น 6 ประเภท ซึ่งเป็นแนวทางในการต่อยอดพัฒนาเมืองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>1&nbsp;</strong><strong>พื้นที่สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ</strong>&nbsp;พื้นที่สถาบันราชการของเมืองยะลานั้นจะวางอยู่บริเวณศาลหลักเมือง และวงเวียนหลักทั้งสามวงเวียน และถนนสิโรรส</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>2&nbsp;</strong><strong>พื้นที่โล่งและนันทนาการ และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;เมืองยะลานั้นได้รับสมญานามว่า&nbsp;<strong>เมืองแห่งสวน</strong>&nbsp;ซึ่งทั่วทั้งเมืองยะลา ประกอบด้วยสวนและนันทนาการต่าง ๆ ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย) สร้างบนพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 207 ไร่ ประกอบด้วย สวน สนามกีฬา สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียง ซึ่งเป็นสนามมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และชายหาดจำลอง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สวนศรีเมือง เป็นสวนที่สร้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และคันกั้นน้าริมแม่น้ำปัตตานี เริ่มต้นจาก บริเวณตลาดเมืองใหม่ถึงบริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างแล้ว เสร็จปี พ.ศ. 2546</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สวนสาธารณะบ้านร่ม แหล่งพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำบ้านสะเตง เป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะใจกลาง เมืองของเทศบาลนครยะลา ประกอบด้วยต้นไม้นานาพรรณและศาลาริมน้ำรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ของ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก) มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก &quot;พระเศวตสุรคชาธาร&quot; แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511 ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และสนามกีฬาในร่มขนาดใหญ่ที่ใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สวนมิ่งเมือง สวนกิจกรรมเพื่อเยาวชนประกอบไปด้วยสวนย่อย ๆ 4 สวน ได้แก่ สวนมิ่งเมือง หรือ บาโร๊ะบารู 1-4 สวนสาธารณะมิ่งเมืองมีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยสวนมิ่งเมือง 4 เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ภายในสวนประกอบด้วย สนามฟุตบอลหญ้าเทียม และสนามเด็กเล่น</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- ศูนย์เยาวชนยะลา ประกอบไปด้วยสนามขนาดใหญ่เพื่อใช้รองรับการจัดงานสำคัญๆระดับจังหวัด ซึ่งในยามปกติชาวเมืองยะลาจะใช้เล่นฟุตบอล ออกกำลังกาย และยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ฟิตเนสของเทศบาล นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ อุทยานการเรียนรู้ยะลา (TK PARK YALA) ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้แห่งแรกในส่วนภูมิภาค</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- สนามกีฬาชุมชนจารู เป็นที่ตั้งของสนามฟุตบอลหญ้าเทียมขนาดมาตรฐานแห่งเดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีสเตเดียม ถือว่าเป็นสนามกีฬาที่มีความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาทั้งในระดับจังหวัด และภูมิภาค</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">- บึงแบเมาะ บึงแบเมาะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณชุมชนตลาดเก่า ติดกับเขาตูม และค่าย สิรินธร บึงแบเมาะถือว่าเป็นบึงที่มีความสำคัญของเมือง ในฐานะเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำขนาด ใหญ่ และนอกจากนี้ทางเทศบาลยังมีนโยบายพัฒนาบึงให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนันทนาการ</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="535" src="https://www.southdeepoutlook.com/ckfinder/userfiles/files/park%20Yala.jpg" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>3&nbsp;</strong><strong>พื้นที่พาณิชยกรรม</strong>&nbsp;ตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยมีถนนสายสำคัญๆ ของเมืองล้อมรอบ ได้แก่ ถนนสิโรรส ถนนพิพิธภักดี ถนนสุขยางค์ โดยชาวยะลามักเรียกพื้นที่พาณิชยกรรมว่า &ldquo;สายกลาง&rdquo; นอกจากนี้ เมืองยะลายังมีตลาดขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ได้แก่ ตลาดเมืองใหม่ ตลาด สดผังเมืองสี่ ตลาดนัดเสรี ตลาดเช้า และตลาดหลังสถานีรถไฟบริเวณถนนวิฑูรอุทิศ ย่านตลาดเก่ากระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>4&nbsp;</strong><strong>พื้นที่ที่อยู่อาศัย</strong>&nbsp;เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง ซึ่งประชากรจะอาศัยอยู่ หนาแน่นบริเวณเขตพาณิชยกรรม และลดลงเรื่อยๆ จนกระทั้งกระทั้งเข้าพื้นที่เมืองสะเตงนอก โดยพื้นที่ ประชากรหนาแน่นน้อย (สีเหลือง) จะล้อมรอบพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม)</span></p>

<p><span style="font-size:36px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>5&nbsp;</strong><strong>พื้นที่เกษตรกรรม</strong>&nbsp;อยู่บริเวณขอบนอกของเมือง และ<strong>ประเภทที่&nbsp;</strong><strong>6&nbsp;</strong><strong>พื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า</strong>&nbsp;ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตลาดเก่า และถนน เทศบาล 1 โดยพื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้านั้นพบได้น้อยมากในเขตเมืองยะลา</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของการวางผังเมืองยะลาคือ การจัดการวางแผนผังเมืองตั้งแต่ก่อนการเป็นเมืองทำให้เมืองยะลา ง่ายต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาเมือง และระบบบริการสาธารณูปโภคที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวเมืองยะลา บรรยากาศของเมืองมีความรื่นรมย์สวยงาม มีการให้ความสำคัญกับสวนในลักษณะอุทยานนคร ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งมากในวิสัยทัศน์อันยาวไกล และเป็นคุณูปการในการพัฒนาต่อยอดเมืองยะลา ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:36px;">ขอบคุณบทความจาก&nbsp;</span><a href="https://isoc5.net/articles/view/216">https://isoc5.net/articles/view/216</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://yala.prd.go.th/th/file/get/file/20210429bddd0321c0e51080c89d7856e05ebf61160525.jpg' type='image/jpg' length='192142' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เศรษฐกิจไทยปี64 ในวิกฤติโควิดระลอกใหม่]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/237</link>
<guid isPermaLink="false">872b77c65dce12524c0a5820bce3bec1</guid>
<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><strong>&nbsp;</strong></span><span style="font-size:36px;"><strong>กิริฎา เภาพิจิตร<br />
&nbsp;กิตติพัฒน์ บัวอุบล</strong></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ประเทศไทยเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2563 เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าขยายตัวราว 2-3% จากปีก่อนหน้า ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่คาดว่าจะขยายตัว 3-4% และการขยายตัวดังกล่าวยังคงต่ำกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">นอกจากนี้อีกปัจจัยหลักของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคือวัคซีน หากการฉีดวัคซีนมีความล่าช้าอาจทำให้การฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกและการท่องเที่ยว หากประเทศหลักในโลกสามารถฉีดวัคซีนได้ภายใน ครึ่งปีแรก จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านั้นเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 นั่นหมายถึงการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังของปี</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">แต่หากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย จะทำให้ การท่องเที่ยวในปี 2564 ฟื้นตัวล่าช้าออกไป กว่าที่คาดการณ์ รายได้จากการท่องเที่ยวจะยังคงไม่กลับไปสู่ระดับเดิมก่อนโควิดจนกว่าการระบาดสิ้นสุดลง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ขณะที่การส่งออกของไทยคาดว่าขยายตัวราว 4-5% ในปีนี้ หลังจากที่หดตัวมากกว่า 7% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เริ่มฟื้นตัว และคาดว่าจะกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนโควิดได้ในปี 2565 อย่างไรก็ตาม รายได้จากการส่งออกคาดว่าจะต่ำกว่าปี 2562 เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 30 บาทต่อดอลลาร์ในปีนี้</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การหดตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ทำให้รายได้ของธุรกิจและการจ้างงานในประเทศลดลง โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างงานมากกว่า 13 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกภาคการเกษตรและนอกภาครัฐ จำนวนชั่วโมงการ ทำงานของแรงงานในประเทศในปี ที่ผ่านมาลดลงไปกว่า 10% แม้คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปีนี้แต่ยังคงต่ำกว่าระดับเดิมก่อนโควิด นอกจากนี้ รายได้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด ด้วยเช่นกัน</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">จากการศึกษาของ&nbsp;TDRI&nbsp;พบว่า รายได้ ของครัวเรือนเกษตรเกินครึ่งมาจากเงินที่ลูกหลานส่งให้และการทำงานนอกฤดูการทำเกษตร เช่น การทำงานก่อสร้าง งานในร้านอาหาร หรือทำงานฝีมือ เป็นต้น ซึ่ง การระบาดของโควิดทำให้รายได้ส่วนนี้ ลดลง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การลดลงของรายได้และการจ้างงานส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน แม้ว่าปลายปี 2563 การซื้อสินค้าไม่คงทน (อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เป็นต้น) จะเริ่มฟื้นตัวใกล้เคียงกับระดับเดิมก่อนโควิด แต่สินค้าคงทน (เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า รถยนต์ เป็นต้น) และการใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การระบาดระลอกใหม่จะทำให้การฟื้นตัว ดังกล่าวล่าช้าออกไป นอกจากนี้หนี้ครัวเรือน ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">โดยหนี้ครัวเรือนไตรมาส 3 ของปี 2563 อยู่ที่ 86.6% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปี เหล่านี้จะกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้จ่ายของครัวเรือนในอนาคต แม้ว่าการระบาดจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญ ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอ สำหรับการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปีที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายจากงบเงินกู้ 1 ล้านล้านไปเพียง 30% และเมื่อรวมกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ของรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจแล้วจะทำให้ภาครัฐมีทรัพยากรรวมกันมากกว่า 4 ล้านล้านบาท หรือราว 25% ของจีดีพี</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ดังนั้น ภาครัฐควรจะต้องใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้เพิ่มขึ้นเพื่อ บรรเทาผลกระทบของการแพร่ระบาด ของโควิดที่มีต่อธุรกิจเอสเอ็มอี และการจ้างงาน</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะยังคงอยู่ในระดับต่ำในปีนี้ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ปีนี้อยู่ที่ราว 48.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะเพิ่มจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ อยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนโควิดที่อยู่ที่ 64.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2562 เนื่องจากความต้องการน้ำมันฟื้นตัวค่อนข้างช้า ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยต่ำกว่า 1% ในปีนี้ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำใกล้ศูนย์ไปจนถึงปี 2565 เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลก</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2564 ขึ้นอยู่กับการได้มาซึ่งวัคซีนและสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมการค้าโลกจะไม่กลับไปเหมือนก่อนโควิดเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะยังคงดำเนินต่อไป ประกอบกับการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกระทบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">แม้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่มีหลายธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอีคอมเมิร์ซ ดิลิเวอรี่ เทคโนโลยี สุขอนามัย และการประกันภัย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการย้ายกำลังการผลิตออกจากประเทศจีนมายังประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐจะได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาลที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นในปีนี้</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://yala.prd.go.th/th/file/get/file/20210429bebc83f5a232f5e6ae3c1d6ff71c06c7155722.jpg' type='image/jpg' length='20238' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วิธีป้องกันตัวเองและสังคมจากโรคติดต่อโควิด-19]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/236</link>
<guid isPermaLink="false">82e7bb4c810be148cea246bfee9631f2</guid>
<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" data-full-height="788" data-full-width="940" data-title="Pink and Orange Border Stop The Spread Facebook Post" height="788" sizes="(max-width:940px) 100vw, 940px" src="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/Pink-and-Orange-Border-Stop-The-Spread-Facebook-Post.png" srcset="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/Pink-and-Orange-Border-Stop-The-Spread-Facebook-Post.png 940w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/Pink-and-Orange-Border-Stop-The-Spread-Facebook-Post-768x644.png 768w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/Pink-and-Orange-Border-Stop-The-Spread-Facebook-Post-512x429.png 512w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/Pink-and-Orange-Border-Stop-The-Spread-Facebook-Post-300x251.png 300w" width="940" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การป้องกันตัวเองและสังคมจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 เป็นมาตรการที่ประชาชนทุกคนควรทำและให้ความร่วมมือ เพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงลดการแพร่กระจายเชื้อในสังคม ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถทำได้ ดังนี้</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="1024" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" src="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-724x1024.png" srcset="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-724x1024.png 724w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-212x300.png 212w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-768x1086.png 768w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-1086x1536.png 1086w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-1448x2048.png 1448w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-512x724.png 512w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4-1280x1811.png 1280w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/4.png 1587w" width="724" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="1024" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" src="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-724x1024.png" srcset="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-724x1024.png 724w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-212x300.png 212w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-768x1086.png 768w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-1086x1536.png 1086w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-1448x2048.png 1448w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-512x724.png 512w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1-1280x1811.png 1280w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/5-1.png 1587w" width="724" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ไม่ว่าจะได้สัมผัสเชื้อหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการหลีกเลี่ยงการจับมือ เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกัน ควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร เลี่ยงไปในสถานที่แออัดหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการพักอยู่บ้านหากรู้สึกไม่สบาย การเว้นระยะห่างทางสังคม จะช่วยชะลอการกระจายของไวรัส ซึ่งทำให้ทรัพยากรเพียงพอต่อผู้ที่จำเป็นต้องใช้</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="1024" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" src="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-724x1024.png" srcset="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-724x1024.png 724w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-212x300.png 212w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-768x1086.png 768w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-1086x1536.png 1086w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-1448x2048.png 1448w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-512x724.png 512w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6-1280x1811.png 1280w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/6.png 1587w" width="724" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด</span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><img alt="" height="1024" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" src="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-724x1024.png" srcset="https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-724x1024.png 724w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-212x300.png 212w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-768x1086.png 768w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-1086x1536.png 1086w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-1448x2048.png 1448w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-512x724.png 512w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7-1280x1811.png 1280w, https://www.gj.mahidol.ac.th/main/wp-content/uploads/2020/04/7.png 1587w" width="724" /></span></p>

<p><span style="font-size:36px;">การเฝ้าระวังและสังเกตอาการตัวเองนั้น นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสแล้ว หากระหว่างสังเกตพบว่ามีอาการเข้าข่ายการติดเชื้อ ทำให้สามารถเข้ารับการตรวจและรักษาได้ทันท่วงทีอีกด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:36px;">มาตรการป้องกันการติดเชื้อไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ หรือประชาชนคนใดคนนึง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม</span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ที่มา: กรมควบคุมโรค</strong></span></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://yala.prd.go.th/th/file/get/file/20210429a90b5777071265fbff6c361cf0b751aa154514.jpg' type='image/jpg' length='29162' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รับมือกับสถานการณ์ COVID-19 อย่างเข้าใจ]]></title>
<link>https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/238</link>
<guid isPermaLink="false">fd70bd74acce8bd948a2055a5f4058ee</guid>
<pubDate>Thu, 29 Apr 2021 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3>&nbsp;</h3>

<p><span style="font-size:48px;"><strong>1.อย่าทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง&nbsp;</strong>ความเครียดระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะท้อถอย หมดหวัง นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่าย เช่น การทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตาย การลาออกจากงาน การย้ายที่อยู่ การขายบ้าน การหย่าขาดจากคู่สมรส การตัดสินใจผิดพลาดทางธุรกิจ การทะเลาะกับคนใกล้ชิด การกระทบกระทั่งกันในหมู่เพื่อนในระหว่างที่เราเผชิญกับความเครียด เป็นต้น&nbsp;อารมณ์ที่ไม่เป็นปกติ ทำให้มีโอกาสตัดสินใจทำสิ่งใด ๆ&nbsp;โดยไม่รอบคอบ คำแนะนำเบื้องต้นคือ ระหว่างนี้ไม่ควรมีการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งสิ้น เพียงประคับประคองให้ผ่านสถานการณ์แต่ละวัน รักษาตัวให้ดี ระวังอย่าให้ติดเชื้อ COVID-19</span></p>

<p><span style="font-size:48px;"><strong>2.ติดตามข่าวสารเท่าที่จำเป็น</strong>&nbsp;อาจเช็กข่าวสักวันละครั้งก็เพียงพอ&nbsp;เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เช่น ประกาศของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ลดการเสพโซเชียลมีเดีย ระมัดระวังข่าวปลอม</span></p>

<p><span style="font-size:48px;"><strong>3.ปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด</strong>&nbsp;การเว้นระยะห่างทางสังคม กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัส</span></p>

<p><span style="font-size:48px;"><strong>4.ตรวจสอบอาการทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของตัวเองสม่ำเสมอ</strong>&nbsp;เฝ้าระวังอาการซึมเศร้า การนอนที่ผิดปกติ การดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น หากมีอาการเหล่านี้จนถึงขั้นกระทบศักยภาพ หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ควรพบแพทย์โดยเร็ว</span></p>

<p><span style="font-size:48px;"><strong>5.ใช้ชีวิตอย่างปกติและมีคุณค่า&nbsp;</strong>แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เราก็จำเป็นต้องดำเนินชีวิตให้เป็นปกติ แม้จะต้องหยุดงานกักตัวอยู่บ้าน 14 วันก็สามารถจัดการกิจวัตรแต่ละวันให้มีสุขภาพดีได้ อย่ามัวแต่จดจ่ออยู่กับข่าวจนป่วยทั้งใจและกาย&nbsp;</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="จิตแพทย์แนะ จัดการความเครียดรับมือ COVID-19 ไม่ให้ป่วยใจ" src="https://bgh.sgp1.digitaloceanspaces.com/old-site/inline-images/shutterstock_1677910246.jpg" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:24px;">ขอบคุณบทความ&nbsp;<a href="https://www.bangkokhospital.com/content/psychiatric-guidance-on-stress-management-trading-covid-19">https://www.bangkokhospital.com/content/psychiatric-guidance-on-stress-management-trading-covid-19</a></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://yala.prd.go.th/th/file/get/file/2021042938ac40327a23a0c73394ad88f97ea2a0153136.jpg' type='image/jpg' length='287201' />
</item>
</channel>
</rss>
